เลือกติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่ถูก วันนี้มีคำตอบ

หลายคนที่กำลังตัดสินใจซื้อและติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้กับบ้าน คอนโด หรืออาคารสำนักงานนั้น คงกำลังปวดหัวกันหนัก เพราะมีอยู่หลากหลายรูปแบบ และประเภท จะลองผิดลองถูกก็ราคาไม่ใช่น้อย ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไปที่ใช้ตามบ้านพักอาศัย หรืออาคารสำนักงานขนาดเล็กนั้นมีกี่ประเภท กี่แบบ แล้วควรเลือกอย่างไร

เครื่องปรับอากาศ แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ 6 ประเภท ดังนี้

1) แบบ Split-type

เครื่องปรับอากาศในระบบนี้จะมีคอยล์ร้อน 1 ยูนิตต่อคอยล์เย็น 1 ยูนิต โดยอาจมีรูปแบบการติดตั้งได้ทั้งแบบติดตั้งบนผนัง บนพื้น หรือบนเพดาน

ติดผนัง ( Wall type) เป็นเครื่องปรับอากาศที่มีรูปแบบเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนอน ห้องรับแขกขนาดเล็ก

ข้อดี:

รูปแบบทันสมัย และมีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง แบบติดตั้งบนผนัง บนพื้น หรือบนเพดาน

เสียงค่อนข้างเงียบ เนื่องจากคอยล์ร้อนห่างจากตัวคอยล์เย็น

ติดตั้งง่าย

ข้อเสีย:

ไม่เหมาะกับงานหนัก

ไม่เหมาะกับการติดตั้งสำหรับพื้นที่ห้องที่กว้างมากๆ เนื่องจากต้องติดตั้งจำนวนหลายยูนิต เพื่อสามารถให้ความเย็นเพียงพอ

มีข้อจำกัดด้านระยะการเดินสายระหว่างคอยล์ร้อน และคอยล์เย็น (ทั่วไปไม่ควรเกิน 5 เมตร)

2) แบบตู้ตั้ง ( Package type)

เครื่องปรับอากาศในระบบนี้จะมีลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูง

ข้อดี:

ติดตั้งง่าย โดยสามารถตั้งกับพื้นได้เลย ไม่ต้องทำการยึด

มีกำลังลมที่แรง ทำความเย็นได้เร็ว

ข้อเสีย:

เสียพื้นที่ใช้สอย เนื่องจากมีขนาดใหญ่ และต้องตั้งพื้น

 3) แบบบิ้วอิน ( Built-in type)

เครื่องปรับอากาศในระบบนี้เป็นเครื่องปรับอากาศที่เน้นความสวยงามโดยการซ่อน หรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดานห้อง เหมาะกับห้องที่ต้องการเน้นความสวยงาม โดยที่ต้องการให้เห็นเครื่องปรับอากาศน้อยที่สุด

ข้อดี:

สวยงาม โดยสามารถทำตู้ซ่อน หรือ ฝังเรียบไว้บนเพดานห้อง

ข้อเสีย:

 ติดตั้งยาก เนื่องจากต้องทำการฝังเข้าตู้ หรือเพดานห้อง

การดูแลรักษาทำได้ไม่ค่อยสะดวก

4) แบบหน้าต่าง ( Window type)

เครื่องปรับอากาศในระบบนี้เป็นเครื่องปรับอากาศที่รวมทั้งคอยล์ร้อน และคอยล์เย็นอยู่ในเครื่องเดียว ติดตั้งโดยการฝังที่กำแพงห้องได้เลย

ดังนั้นการติดตั้งจึงต้องติดตั้งบริเวณช่องหน้าต่างหรือเจาะช่องที่ผนังแข็งแรง

ข้อดี:

ประหยัดพื้นที่เนื่องจากไม่ต้องใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งคอยล์ร้อนนอกอาคาร

ติดตั้งง่ายเพราะไม่ต้องเดินท่อน้ำยา

ประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูง เนื่องไม่มีการเดินท่อน้ำยา

ข้อเสีย:

มีเสียงดังจากการทำงานของคอมเพรสเซอร์ในคอยล์ร้อน และอาจทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน

ต้องการความแข็งแรงของผนังเป็นพิเศษในบริเวณที่ติดตั้ง ถ้าหากเครื่องมีขนาดขนาดใหญ่

5) แบบเคลื่อนที่ (Movable type/Portable type)

เครื่องปรับอากาศในระบบนี้จะเป็นเครื่องปรับอากาศที่ไม่ต้องทำการติดตั้ง สามารถเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆได้

ข้อดี:

ขนาดกะทัดรัด

ไม่ต้องติดตั้ง

สามารถเคลื่อนย้ายได้

ข้อเสีย:

ประสิทธิภาพการทำความเย็นต่ำ

 ไม่เหมาะสมกับห้องขนาดใหญ่

6) แบบระบบ Central หรืออาจเรียกว่า VRF (Variable Refrigerant Flow) และ VRV term (Variable Refrigerant Volume)

เครื่องปรับอากาศในระบบนี้จะมีคอยล์ร้อนเพียง 1 ยูนิต กระจายความเย็นไปยังคอยล์เย็นได้หลายยูนิตในพื้นที่/ห้องที่ห่างกันได้

ข้อดี:

สามารถเดินสายระบบคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นเป็นระยะทางที่ไกล

คอยล์ร้อนเพียง 1 ยูนิตสามารถกระจายความเย็นไปยังคอยล์เย็นได้หลายพื้นที่/หลายห้อง

ประหยัดพื้นที่ติดตั้งคอยล์ร้อน

เสียงเงียบเพราะคอยล์ร้อนอยู่ไกล

สวยงามเนื่องจากมีจำนวนคอยล์ร้อนเพียง 1 ยูนิต (หรืออาจจะมากกว่า 1 ยูนิตในอาคารขนาดใหญ่) สามารถซ่อนคอยล์ร้อนตามแนวทางการอออกแบบอาคารหรือพื้นที่โดยรอบได้ และยังสามารถเลือกรูปแบบของคอยล์เย็นได้หลายรูปแบบทั้งติดตั้งบนผนัง เพดาน หรือ บิ้วอิน

ข้อเสีย:

ติดตั้งยุ่งยาก

ราคาสูง

นอกจากนี้เครื่องปรับอากาศในแต่ละประเภท ยังสามารถแบ่งการทำงานของระบบเปลี่ยนถ่ายความร้อนออกได้เป็น 2 รูปแบบ โดยเครื่องปรับอากาศแบบ Inverter เป็นระบบที่มีการปรับเพิ่มและลดรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ในตัวคอยล์ร้อน ให้เหมาะสมกับความต้องการได้ เช่น เร่งการทำงานสูงเมื่อเริ่มเปิดใช้งานเพื่อเร่งความเย็นสูงสุด และลดการทำงานในระดับต่ำสำหรับการคงระดับอุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ ดังนั้นจึงทำให้ห้องเย็นเร็วกว่า และยังมีอุณหภูมิห้องที่คงที่ รวมถึงประหยัดไฟกว่าเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดา แต่ก็ต้องแลกกับการบำรุงรักษาที่ยุ่งยากกว่าเนื่องจากเป็นระบบที่ซับซ้อนกว่า และมีราคาที่สูงกว่าเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดา ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ในตัวคอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดานั้นจะทำงานที่ระดับเต็มที่ตลอดเวลาที่ต้องการความเย็น และจะตัดการทำงานเมื่อความเย็นถึงระดับอุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ ดังนั้นเครื่องปรับอากาศแบบธรรมดาจะให้อุณหภูมิห้องขึ้นๆลงๆ ตามการทำงานของคอมเพรสเซอร์ และยังอาจก่อให้เกิดอาการไฟกระชากอีกด้วย

ซึ่งก่อนการติดตั้งเครื่อปรับอากาศในอาคารหรือห้องนั้น จะต้องทำการคำนวนพื้นที่เพื่อหาขนาดเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสม โดยคำนวนขนาดของเครื่องปรับอากาศที่เหมาะสมง่ายๆ ดังนี้

ขนาด BTUขนาดห้องปกติ(ตารางเมตร)ขนาดห้องที่โดนแสงแดด(ตารางเมตร)
9,00012-1511-14
12,00016-2014-18
18,00024-3021-27
21,00028-3525-32
24,00032-4028-36
26,00035-4430-39
30,00040-5035-45
36,00048-6042-54
48,00064-8056-72
60,00080-10070-90

รู้อย่างนี้แล้ว ก็สามารถเลือกรูปแบบและขนาดของเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมกับบ้านหรือคอนโดได้ไม่ยากแล้วละครับ

ที่มา: daikin.co.th

Join The Discussion

Compare listings

Compare